เมื่อแผ่นดินจีนจะไม่มืดอีกต่อไป โด?ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร

TNN ONLINE

TNN Exclusive

เมื่อแผ่นดินจีนจะไม่มืดอีกต่อไป โด?ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร

เมื่อแผ่นดินจีนจะไม่มืดอีกต่อไป โด?ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร

เมื่อแผ่นดินจีนจะไม่มืดอีกต่อไป โด?ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน

จีนถือเป็นประเทศนักประดิษฐ์แต่ครั้งโบราณกา?โดยได้รับการยอมรับว่าคิดค้นหลายสิ่งที่มนุษย์ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระดา?ดินปืน การพิมพ์ และเข็มทิศ

ในยุคดิจิตัล เราเห็นจีนทุ่มเททรัพยากรกับการวิจัย คิดค้นนวัตกรรม และต่อยอดสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ จนสามารถ “ปล่อยของ?ในเกือบทุกด้านอย่างไม่หยุดหย่อน

ยิ่งหลังจากที่ผมพาท่านผู้อ่านไปเรียนรู้เกี่ยวกับความรุดหน้าในการพัฒน?“ดวงอาทิตย์เทียม?(Artificial Sun) นวัตกรรมพลังงานนิวเคลียร์ของจีนไปเมื่อสัปดาห์ก่อ?ก็มีผู้สนใจสอบถามเกี่ยวกับการพัฒนาพลังงานสะอาดของจีนมามากมาย

บางรายสอบถามมาเพิ่มเติมว่า นอกจากดวงอาทิตย์เทียมแล้ว จีนม?“ดวงจันทร์เทียม?/strong> (Artificial Moon) หรือไม?ปรากฏว่ามีจริงครับ วันนี้ ผมเลยจะพาทุกท่านไปเจาะลึกโครงการพัฒนาดวงจันทร์เทียมของจีนกันครั?...


เมื่อแผ่นดินจีนจะไม่มืดอีกต่อไป โด?ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร


“ดวงจันทร์เทียม?/strong> เป็นโครงการที่รัฐบาลจีนประกาศต่อสาธารณชนเมื่อเดือนตุลาคม 2018 โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะพัฒนาด้านการบินและอวกา?การใช้พลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อ?และด้านอื่นๆ

ตามแผนงานที่วางไว้ นักวิทยาศาสตร์จีนจะทยอยส่งยานอวกาศขึ้นไปก่อสร้างสถานีอวกาศนับแต่ปี 2020 และเมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ ก็จะปล่อยดาวเทียมที่ติดตั้งแผ่นวัสดุเคลือบสารพิเศษ ทำหน้าที่เป็นเสมือนกระจกขนาดใหญ่เพื่อสะท้อนแสงอาทิตย์ลงมาบนพื้นโล?ทดแทนไฟส่องสว่างตามท้องถนนในพื้นที่ชุมชนเมือง

เมื่อทุกอย่างพร้อ?จีนจะทดลองปล่อยจรวดจากศูนย์ปล่อยดาวเทียมซีชา?(Xichang) เมื่อเข้าสู่วงโคจรในระดับที่ต้องกา?ก็จะเคลื่อนตัวไปยังบริเวณเหนือเฉิงต?เมืองเอกของมณฑลเสฉวน และปรับมุมกระจกให้สะท้อนแสงอาทิตย์ลงมาครอบคลุมพื้นที่ราว 50 ตารางกิโลเมตรบนพื้นโลก

โดยดาวเทียมดังกล่าวจะโคจรรอบโลกในรัศม?500 กิโลเมตรเหนือพื้นผิวโลก เทียบกั?380,000 กิโลเมตรของดวงจันทร?แม้ว่าระดับแสงที่สาดส่องลงพื้นผิวโลกจะมากกว่าของดวงจันทร์ถึง 8 เท่?แต่ในสายตาของมนุษย?ความสว่างจะอยู่ในระดับ 20% ของแสงไฟส่องสว่างเท่านั้?/p>

ทั้งนี?ในระยะแร?จีนได้มอบหมายให้สถาบันด้านวิจัยระบบอิเล็กทรอนิกส์ขนาดจิ๋วด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอวกา?(Aerospace Science and Technology Microelectronics System Research Institute) แห่งนครเฉิงต?ทำหน้าที่เป็นแกนหลักในการสานฝันให้โครงการนี้เกิดขึ้นเป็นจริ?

ซึ่งในทางปฏิบัติ โครงการได้ดึงเอาทีมงานจากหลายส่วนงานที่มีชื่อเสียงของจีนมาช่วยดำเนินโครงการนี?โดยเฉพาะอย่างยิ่งชุมชนวิทยาศาสตร์แห่งเขตใหม่เทียนฟู?(Tian Fu New District Science Society) สถาบันเทคโนโลยีฮาร์บิ?(Harbin Technology Institute) และสถาบันวิจัยระบบอิเล็กทรอนิกส์ขนาดจิ๋วด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอวกาศแห่งชาต?/p>

ผู้บริหารโครงการยังเปิดเผยอีกว่า ระบบอัตโนมัติที่ติดตั้งไว้พร้อมปัญญาประดิษฐ์จะสามารถควบคุมตำแหน่งของดวงจันทร์เทียม และกระจกสะท้อนแสงได้อย่างแม่นย?ทำให้แสงสว่างที่ปรากฏบนโลกมีความถูกต้องในเรื่องช่วงเวลาและทำเลที่ต้องการได้ ขณะที่แสงสว่างจะมีการกระจายตัวมากกว่าของเสาไฟฟ้าส่องสว่าง ซึ่งทำให้คนในพื้นที่เป้าหมายสบายต?/p>

อันที่จริง ความคิดที่สร้างสรรค์เกี่ยวกับดวงจันทร์เทียมสามารถย้อนยุคไปหลายร้อยป?โดยเฉพาะเมื่อศิลปินชาวฝรั่งเศสจินตนาการว่า หากเราร้อยเรียงกระจกขนาดใหญ่ไว้เหนือโลกให้สะท้อนแสงอาทิตย์ให้สาดส่องสู่ผืนโลกได้ ปารีสก็จะไม่มีวันมืดอีกต่อไป


เมื่อแผ่นดินจีนจะไม่มืดอีกต่อไป โด?ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร


ในช่วงทศวรรษ 1920 เฮอร์แม?โอเบิร์?(Hermann Oberth) ได้ขายไอเดียการปล่อยสถานีอวกาศที่ติดตั้งกระจกขนาดความกว้า?100 เมตรเพื่อใช้สะท้อนแสงจากดวงอาทิตย์สู่พื้นโล?ซึ่งต่อมาสร้างกระแสความสนใจให้กับกองทัพเยอรมนีในการผลิ?“ปืนพลังงานแสงอาทิตย์?/strong> ในช่วงสงครามโลกครั้งที?2 แต่โครงการนี้มิได้เกิดเป็นรูปธรรมแต่อย่างใด

การทดลองเกิดขึ้นจริงในหลายปีต่อมา แต่จีนก็ไม่ใช่ชาติแรกที่ดำเนินโครงการดวงจันทร์เทียม จากบันทึกการพัฒนาโครงการนี้พบว่า ในปี 2013 นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งได้ทดลองนำเอากระจกจำนวน 3 บานที่ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์เพื่อจับทิศทางการเคลื่อนตัวของดวงอาทิตย์ และสะท้อนแสงลงไปในบริเวณจตุรัสกลางเมืองหรู่กั๊น (Rjukan) เมืองขนาดเล็กของนอร์เวย?/p>

โครงการทดลองดังกล่าวแม้จะมีขนาดเล็?แต่ก็ถือเป็นก้าวย่างสำคัญที่นำไปสู่การต่อยอดโครงการดวงจันทร์เทียมของหลายชาติในเวลาต่อมา

ในปี 1994 รัสเซียได้ทดลองปล่อยดาวเทียมที่ติดตั้งกระจกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางราว 25 เมตรจากสถานีอวกาศเมียร?(MIR) ที่โคจรราว 200-420 กิโลเมตรเหนือพื้นผิวโลก


เมื่อแผ่นดินจีนจะไม่มืดอีกต่อไป โด?ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร


ดวงจันทร์เทียมดังกล่าวถูกออกแบบให้สะท้อนแสงอาทิตย์ลงสู่พื้นที่ในรัศม?2.5 กิโลเมต?โดยพาดผ่านหลายประเทศในยุโร?แต่ด้วยความเร็วระดับ 7 กิโลเมตรต่อวินาทีและขนาดของกระจกที่เล็กและไม่สามารถปรับมุมได?ทำให้กระจกดังกล่าวได้แต่กระพริบแสงให้คนในบริเวณเส้นทางที่ดวงจันทร์เทียมพาดผ่านรับรู้เท่านั้?/p>

อย่างไรก็ด?เพียงไม่นานหลังการเริ่มทดลอ?แผ่นกระจกที่ติดตั้งไว้ก็เริ่มติดขัด และเกิดความร้อนสูงจนดาวเทียมมอดไหม้ในชั้นบรรยากา?ส่งผลให้โครงการนี้ถูกยกเลิกไปในเวลาต่อมา

สหรัฐฯ ก็เป็นอีกชาติหนึ่งที่ให้ความสนใจศึกษาและทดลองโครงการที่คล้ายคลึงกัน โดยร็อกเก็ตแล็?(Rocket Lab) กิจการสัญชาติอเมริกัน แต่ก็โดนโจมตีและประท้วงในวงกว้างว่าก่อให้เกิดมลพิษทางแสง และรกรุงรังวงโคจรโลก ส่งผลให้ต้องยกเลิกโครงการนี้ไปอีกเช่นกัน

ด้วยการเรียนลัดจากหลายประเทศก่อนหน้านี?และความสามารถทางด้านเทคโนโลยีการบินและอวกาศ วัสดุใหม?และดิจิตัล รวมทั้งการสนับสนุนและความเอาจริงเอาจังของจี?ทำให้การดำเนินโครงการดวงจันทร์เทียมของจีนในครั้งนี้ดูจะไม่เป็นหมันดังเช่นที่หลายประเทศประสบม?/p>

หากโครงการผ่านการทดสอบไปได้ด้วยด?และไม่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ จีนก็เตรียมจะขยายโครงการในระยะที่สองเพิ่มอี?3 ดวงพร้อมกับขนาดกระจกที่ใหญ่ขึ้?เพื่อให้แสงสว่างครอบคลุมพื้นที่บนพื้นผิวโลกรา?3,600-6,400 ตารางกิโลเมตรในอนาคต


เมื่อแผ่นดินจีนจะไม่มืดอีกต่อไป โด?ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร


และหากผ่านการดำเนินโครงการในระยะที่สอง เราก็น่าจะเห็นดวงจันทร์เทียมกระจายตัวไปอยู่เหนือเมืองใหญ่ของจีนอีกหลายแห่งในระยะยาว

แต่ใช่ว่าทุกอย่างจะราบรื่น ความคืบหน้าในการพัฒนาโครงการของจีนกลับทำให้เกิดความกังวลใจเกี่ยวกับปัญหาระบบนิเวศน์ที่อาจเกิดขึ้นตามมา มณฑลเสฉวนเป็นพื้นที่อยู่อาศัยหลักของหมีแพนด้?ซึ่งเป็นสัตว์ประจำชาติของจี?นักนิเวศน์วิทยาคงเกรงว่าหมีแพนด้าจะตาดำอย่างแท้จริงเพราะการอดนอนจากแสงของดวงจันทร์เทียม

ขณะเดียวกั?ชาติมหาอำนาจทางการทหารก็ตั้งข้อสงสัยว่?โครงการดวงจันทร์เทียมอาจถูกต่อยอดเป็นอาวุธที่ใช้ในสงครามอวกาศในอนาคต

ในด้านเทคนิ?หากจะให้ดวงจันทร์เทียมสาดแสงแรงกล้าดั่งปืนเลเซอร์ในหนังแนวไ?ไฟ โครงการอาจต้องติดตั้งกระจกขนาดหลายร้อยตารางกิโลเมต?ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้

อันที่จริง รัฐบาลจีนต้องการพัฒนาดวงจันทร์เทียมเพื่อเหตุผลในเชิงเศรษฐกิ?วิทยาศาสตร์สังคม และสิ่งแวดล้อม จากการประเมินในเบื้องต้น คาดว่าดวงจันทร์เทียมดวงแรกจะช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าในชุมชนเมืองเฉิงตูได้ปีละ 1,200 ล้านหยวน เป็นเวลานานถึ?15 ปี


เมื่อแผ่นดินจีนจะไม่มืดอีกต่อไป โด?ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร


ในกรณีของจีน นครเฉิงต?เมืองเอกของมณฑลเสฉวน ซึ่งเป็นพื้นที่นำร่องของโครงการนี?ก็เป็นชุมชนเมืองขนาดใหญ่ที่มีจำนวนประชากรกว่?10 ล้านคน และเป็นศูนย์กลางด้านเศรษฐกิ?การเงิ?การพาณิชย์ วิทยาศาสตร?และการขนส่งและสื่อสารในด้านซีกตะวันตกของจี?การดำเนินโครงการดังกล่าวยังจะเป็นสีสันให้เฉิงตูเป็นที่รู้จักของชาวโล?/p>

นอกจากนี?ดวงจันทร์เทียมยังจะช่วยให้แสงสว่างแก่ผู้คนที่อาศัยอยู่ในถิ่นทุรกันดา?เทือกเขา ป่าดงดิบ และทะเลทรา?รวมทั้งยังสามารถสร้างประโยชน์ในพื้นที่ยามไฟฟ้าดับหรือเกิดภัยธรรมชาติ

ระบบการควบคุมยังจะเปิดให้สถานีภาคพื้นสามารถบังคับให้ดวงจันทร์เทียมเคลื่อนที่จากเฉิงตูไปยังพื้นที่ที่ประสบภัยได้ในยามฉุกเฉิ?คุณสมบัติพิเศษนี้จะสามารถช่วยบรรเทาสาธารณภัยแก่คนในพื้นที่ได้อีกมาก เฉพาะมณฑลเสฉวนก็มีประชากรเกือบ 100 ล้านคน และเป็นพื้นที่หนึ่งที่เผชิญกับภัยธรรมชาติหลายรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแผ่นดินไห?/p>


เมื่อแผ่นดินจีนจะไม่มืดอีกต่อไป โด?ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร


ในคราวเกิดปัญหาแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงเมื่อกว่า 10 ปีก่อน การล้มครืนของเสาไฟฟ้?และการไม่มีแสงไฟส่องสว่างในยามค่ำคืน ทำให้การเดินทางไปให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยเต็มไปด้วยความยากลำบา?รัฐบาลจีนจึงยอมลงทุนเพื่อความปลอดภัยและความผาสุกของชาวจีน

มาถึงวันนี?โครงการดวงจันทร์เทียมอาจยังอยู่ห่างไกลจากคำว่าสำเร็?ทีมงานของจีนยังต้องทดสอบทดลองดวงจันทร์เทียมในด้านเทคนิคอยู่อีกระยะหนึ่?แต่เมื่อสำเร็จลุล่วงแล้?โครงการนี้จะสามารถต่อยอดไปช่วยเหลือนานาประเทศให้มีแหล่งพลังงานสะอาดที่คุ้มค่าได้ในระยะยาว

ดวงจันทร์กำลังจะมีเพื่อนยามท่องท้องฟ้าในยามราตร?โลกจะไม่มืดมิดอีกต่อไป ...

ข่าวแนะน?/h2>

{????}| {???????}| {??}| {????av}| {????x}| {????????}| {????}| {???????}| {??}| {????av}| {????x}| {????????}| {????}| {???????}| {??}| {????av}| {????x}| {????????}| {????}| {???????}| {??}| {????av}| {????x}| {????????}| {????}| {???????}| {??}| {????av}| {????x}| {????????}| {????}| {???????}| {??}| {????av}| {????x}| {????????}| {????}| {???????}| {??}| {????av}| {????x}| {????????}| {????}| {???????}| {??}| {????av}| {????x}| {????????}| {????}| {???????}| {??}| {????av}| {????x}| {????????}| {????}| {???????}| {??}| {????av}| {????x}| {????????}| {????}| {???????}| {??}| {????av}| {????x}| {????????}| {????}| {???????}| {??}| {????av}| {????x}| {????????}| {????}| {???????}| {??}| {????av}| {????x}| {????????}| {????}| {???????}| {??}| {????av}| {????x}| {????????}| {????}| {???????}| {??}| {????av}| {????x}| {????????}| {????}| {???????}| {??}| {????av}| {????x}| {????????}| {????}| {???????}| {??}| {????av}| {????x}| {????????}| {????}| {???????}| {??}| {????av}| {????x}| {????????}| {????}| {???????}| {??}| {????av}|